เรื่องล่าสุด

หมวดหมู่

สกุล Opuntia

Opuntia

สกุล Opuntia แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากมากกว่า 400 ชนิดและอีกหลายสายพันธุ์ด้วยกัน ชื่อสกุล Opuntia มาจากชื่อเมือง Opuntia ในกรีซ แคคตัสในกลุ่มนี้มีหลากหลายลักษณะ มีทั้งต้นเล็ก เป็นทรงกลมต่อๆ กัน จนถึงชนิดที่มีขนาดใหญ่ เป็นทรงกระบอกต่อกัน และสูงกว่า 2 เมตร และบางครั้งก็พบว่ามีลักษณะสูงใหญ่เหมือนไม้ยืนต้น ส่วนหนามก็มีทั้งแบบแข็ง ยาว และเป็นอันตราย เช่น Opuntia bigelovii หรือเป็นแบบอ่อนคล้ายกระดาษ เช่น Opuntia platyacantha

ดอกของแคคตัสในสกุลนี้ไม่มีท่อดอก แต่ส่วนรังไข่ขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีม่วงแดง มักจะออกดอกดกและสวยงามมาก ส่วนผลมมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ เมื่อแก่จะมีสีเหลืองถึงสีแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-7.5 เซนติเมตร แคคตัสในสกุลนี้มีหลายชนิดสามารถผสมตัวเองจนเกิดผลและร่วงหล่นจนงอกออกมาเป็นต้นใหม่ได้ เช่น Opuntia fulgida

แคคตัสในสกุลนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดา ตอนใต้ของอเมริกา เม็กซิโก อเมริกากลาง ตะวันตกของทางหมู่เกาะเวสต์อินดีส เกาะกาลาปาโกส และใต้สุดของเทียราเดลฟิวโกในพาทาโกเนีย พบมากในที่ที่มีระดับความสูง 3,700 เมตร จากน้ำทะเล ส่วนใหญ่ชอบน้ำและทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ถึง -18 องศา เซลเซียส แต่มีบางชนิดที่มาจากตะวันตกของหมู่เกาะเวสอินดีส จะไม่สามารถทนต่อสภาพอาการหนาวเย็นได้

กลุ่ม Lobivia

lobivia3

กลุ่ม Lobivia สำหรับกลุ่มนี้มีลักษณะลำต้นเป็นทรงกลม ขรุขระ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-15 เซนติเมตร มีหนามแหลมเล็กจำนวนมากแผ่ออกโดยรอบ มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน เช่น Lobivia aurea, Lobivia cinnabarina , Lobivia jajoiana , Lobivia maximiliana var. corbula , Lobivia haageana , Lobavia minuta , Lobivia huascha var. rubra , Lobivia drijveriana , Lobivia acanthoplegma var. leucantha , Lobivia wrightianan , Lobivia famatimensis เป็นต้น

กลุ่ม Hylocereus

กลุ่ม Hylocereus

กลุ่ม Hylocereus แคคตัสกลุ่มนี้เป็นชนิดเลื่อย มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม Cereus แต่จัดเป็นพืชพวก epiphytic (พืชที่ดำรงชีวิตอยู่โดยอาศัยพืชอื่น แต่ไม่ทำอันตรายหรือแย่งอาหารพืชที่อาศัยอยู่) มีระบบรากอากาศ (aerial roots) เป็นพืชที่ต้องการแสงและอุณหภูมิสูง ลำต้นของแคคตัสกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นสัน หนามค่อนข้างอ่อนแอ ดอกออกในฤดูร้อน ดอกมีสีขาว แดง และชมพู

แคคตัสกลุ่มนี้มีอยู่มากมายหลายสกุล ได้แก่ Aporocactus , Crytocereus , Deamia, Disocactus , Epiphyllum , Heliocereus , Hylocereus , Mediocactus , Nopalxochia , Pfeiffera , Rhipsalidopsis , Rhipsalis , Schenicereus , Weberocereus , Wittia และ Zygocactus มีหลายสายพันธุ์ เช่น Hylocereus minutiflorus , Hylocereus undatus (Queen of night) เป็นต้น

สกุล Echinocereus

Echinocereus

สกุล Echinocereus แคคตัสสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 100 กว่าชนิด และมีอีกหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Echinocereus มาจากภาษากรีกว่า Echinus หมายถึง เม่น และภาษาละตินว่า Cereus หมายถึง เทียนขี้ผึ้ง แคคตัสบางชนิดในสกุลนี้มีชื่อสามัญว่า Hedgehog Cactus

แคคตัสในสกุล Echinocereus นี้มีดอกสวยงามมากที่สุด สามารถแบ่งกลุ่มได้หลากหลายสายพันธุ์ตามลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น Echinocereus viridiflorus มีลักษณะลำต้นตั้งตรง ขนาดเล็ก ออกดอกขนาดเล็กสีเขียว Echinocereus subinermis จะออกดอกขนาดใหญ่สีเหลือง Echinocereus gentryi มีหลอดดอกยาว Echinocereus reichenbachii มีลำต้นแคบเล็กและหนามรูปหวี ดอกมีขนาดใหญ่ Echinocereus longisetus มีหนามยาวหนาแน่นและดอกมีขนาดใหญ่ Echinocereus triglochidiatus มีลักษณะเป็นต้นเลื้อย ขนาดใหญ่ มีหนามแข็งแรง ส่วนดอกคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง และบานได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ส่วนใหญ่ดอกมักจะเกิดที่ตุ่มข้างของต้น แต่มีอยู่ 2-3 ชนิดที่มีดอกใกล้ตุ่มหนาม แคคตัสสกุล Echinocereus ส่วนใหญ่มักจะออกดอกขนาดใหญ่ แต่บางชนิดก็มีดอกขนาดเล็ก เวลาบานดอกจะเปิดกว้างออก หลอดดอกและผลจะปกคลุมไปด้วยหนาม กลีบดอกและหลอดเกสรตัวเมียจะยื่นออกมาเห็นได้ชัด บริเวณกลางดอกผลจะมีหนามปกคลุมอยู่มาก และเมื่อแก่จะมีลักษณะคล้ายผลสตรอเบอรี่ จึงมีชื่อสามัญว่า Strawberry hedgehog ลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นก็แตกต่างกันบางชนิดมีต้นขึ้นอยู่รวมเป็นกลุ่มๆ ลำต้นตั้งตรงมีสันประมาณ 24 อัน บางชนิดก็มีลำต้นอ่อนนุ่ม ทอดเลื้อย มีสันประมาณ 4-6 อัน

แคคตัสสกุล Echinocereus มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา ทางตอนเหนือและทางตะวันตกของเม็กซิโก ส่วนพวก Echinocereus triglochidiatus และ Echinocereus viridiflorus นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณที่ราบสูงตอนเหนือของอเมริกา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหิมะปกคลุม แคคตัสในสกุลนี้ส่วนใหญ่จะปลูกเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการตัดแยก โดยส่วนใหญ่รากจะงอกภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ชอบดินทรายที่มีธาตุอุดมสมบูรณ์

สกุล Melocactus

Melocactus

สกุล Melocactus แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากกว่า 60 ชนิด ชื่อสกุล Melocactus มาจากภาษากรีกว่า Melos (Melon) หมายถึงรูปทรงของต้นที่เป็นทรงกลมแป้นหรือทรงกระบอก มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรืขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จนถึงระยะผลิดอกออกผลจะเกิดปุยนุ่มที่เรียกว่า cephalium ที่บริเวณยอดของต้น ซึ่งดอกและผลก็จะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน

แคคตัสในสกุลนี้มีลำต้นสูงประมาณ 15-100 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง เป็นสันประมาณ 9-20 สัน มีตุ่มหนามรูปไข่ขนาด 2.5 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยหนามข้างที่มีลักษณะโค้งงอ แนบขนานไปกับลำต้น ประมาณ 8-15 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 1.25-7.5 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางยื่นตรงออกมาจากลำต้น มีอยู่ประมาณ 1-5 อัน และยาว 2-9 เซนติเมตร ทั้งหนามกลางและหนามข้างแข็งแรงมาก ยกเว้นชนิดที่มีหนามสั้น ซึ่งหนามมักอ่อนและละเอียด สีหนามมีหลายสีด้วยกัน เช่น สีขาว สีน้ำตาลออกแดงๆ และดำ บริเวณ cephalium มีขนาดยาวประมาณ 1.25-3.75 เซนติเมตร โดยความยาวของดอกซ่อนอยู่ใน cephalium ผลมีลักษณะยาวเป็นทรงไม้พลอง ยาวมากกว่า 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีชมพูถึงสีแดงแจ่มจ้า บางครั้งผลก็จะจมอยู่ใน cephalium ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น

แคคตัสในสกุล Melocactus พบมากที่สุดในบริเวณตอนใต้ของหมู่เกาะเวส์อินดีส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก อเมริกา และบราซิล ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในหลายพื้นที่ และหลายสภาพแวดล้อม จะใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี ต้นถึงจะสร้าง cephalium แต่ถ้าชนิดที่ต้นมีขนาดเล็กอาจจะใช้เวลามากกว่านั้น ในช่วงฤดูร้อนมีความต้องการน้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในฤดูหนาว